fbpx

[ทดลองอ่าน] ลำนำล่มแคว้น – เล่ห์บุปผาพิษ บทที่ 1.5

ลำนำล่มแคว้น – เล่ห์บุปผาพิษ
祸国•归程

 

สือซื่อเชวี่ย 十四阙 เขียน
อาจือ แปล
Jadeline ปก

 

— โปรย —
ในใต้หล้าที่ครองอำนาจโดยสี่แคว้นใหญ่ เยียน ปี้ อี๋ เฉิง มีเรื่องราวเล่าขาน…

“สำนักหรูอี้” องค์กรมืดซึ่งมีรากฐานอยู่ในแคว้นเฉิง ลักพาตัวเด็กมาตลอดหลายปี เพื่อนำไปฝึกเป็นสายลับและมือสังหาร สร้างความสูญเสียแก่ครอบครัวนับไม่ถ้วน พวกเขาค่อยๆ รวบรวมความลับมากมายของทั้งสี่แคว้น และยื่นมืออันชั่วร้ายเข้าไปในราชสำนัก

สิบปีก่อน เจียงเจียง เด็กสาวร้านยาถูกลักพาตัวไป เป็นเหตุให้เฟิงเสียวหย่า คู่หมั้นของนางตามหาร่องรอยของนางนับจากนั้น สิบปีต่อมาเขาแต่งงานกับชิวเจียง ภรรยาคนที่สิบเอ็ด และทอดทิ้งนางไว้ที่เรือนพักบนเขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ชิวเจียงผู้ลืมเลือนอดีตของตนไปแล้วหลบหนีไปในคืนหนึ่ง นางได้พบอี๋เฟยองค์ชายสามแคว้นเฉิง และร่วมเดินทางกลับสู่แคว้นเฉิง…

คนหนึ่งต้องการกลับไปตามหาความทรงจำของตน คนหนึ่งต้องการกลับไปทวงบัลลังก์คืน สองคนที่เหมือนน้ำกับไฟเคียงบ่าเคียงไหล่กันฝ่าพายุคาวฝนโลหิตมุ่งหน้าคืนสู่แคว้นเฉิง…แต่แล้วกลับพบว่า สำนักหรูอี้ที่ฝังรากลึกมานานนับร้อยปีดุจอสรพิษ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นตะลึงโดยไม่รู้สาเหตุ…

สี่แคว้นเริ่มเคลื่อนไหว มีเพียงเป้าหมายเดียว…กำจัดองค์กรร้ายสำนักหรูอี้!

ชิวเจียงคือเจียงเจียง หรือเป็นใครกันแน่…
หรูอี้ฟูเหรินคือใคร…
การตายของจีอิงมีเงื่อนงำอื่นอีกหรือไม่…

การเดินทางหวนคืนที่แทบไม่มีโอกาสรอดชีวิตนี้ จะกลับไปอย่างไร และจะกลับไปที่ใด

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ทดลองอ่านนี้ไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

 

“ดูเหมือนข้าจะได้ยินเรื่องที่น่ากลัวมาก…” อี๋เฟยตกตะลึง มองเซวียไฉ่อย่างอึ้งงัน

เซวียไฉ่รินชาให้ตนเอง ใบหน้าขาวหมดจดมิได้แสดงอารมณ์มากนัก

เฟิงเสียวหย่ายิ้มน้อยๆ พลางเอ่ย “ท่านได้ยินไม่ผิด ตัวแทนที่จะเข้ารับการคัดเลือกจากแคว้นปี้คือเขาจริงๆ”

อี๋เฟยตบโต๊ะ “เดรัจฉาน! แม้แต่เด็กอายุเก้าขวบก็ยังไม่เว้น!”

ดูเหมือนเซวียไฉ่จะคิดอะไรขึ้นได้ คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย

อี๋เฟย “เจ้าไม่มีทางไปแน่นอน!”

“อืม” เซวียไฉ่พยักหน้า “ดังนั้นเจ้าไปแทนข้า”

“หา?” อี๋เฟยตะลึงงัน

เซวียไฉ่เอ่ยอย่างจริงจัง “เจ้าจากบ้านเกิดมาสองปี ไม่คิดจะกลับไปดูหน่อยหรือ”

อี๋เฟยดวงตาเป็นประกาย พลันเข้าใจ “ไม่ต้องอ้อมค้อมแล้ว พวกเจ้าจะทำอะไร คิดจะให้ข้าทำอะไร ว่ามาตามตรงเถอะ”

“องค์ชายสามเป็นคนตรงไปตรงมาดังคาด” เฟิงเสียวหย่าส่งสายตาให้ผู้ติดตาม เมิ่งปู้หลีผู้เงียบขรึมล้วงพัดเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ โยนให้อี๋เฟย

อี๋เฟยรับไว้ คลี่ออกดู ภาพบนพัดเป็นภาพแผนที่…แผนที่แคว้นเฉิง

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “นี่หมายความว่าอย่างไร”

“หมายความว่า หากท่านช่วยให้ข้าแต่งงานกับอี๋ซูได้ หลังจากข้าได้แคว้นเฉิงแล้ว พื้นที่ส่วนสีแดงบนแผนที่จะเป็นของท่านทั้งหมด”

ภาพแผนที่เหมือนงูตัวยาว แคว้นเฉิงเดิมเป็นเกาะกลางทะเลซึ่งมีพื้นที่เล็กอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนด้วยหมึกแดง โดยใช้หลูวาน เมืองหลวงของแคว้นเป็นเส้นแบ่ง พื้นที่ตอนล่างซึ่งครอบคลุมสามสิบหกเมืองสิบสองมณฑลถูกรวมอยู่ในเขตพื้นที่สีแดงทั้งหมด

อี๋เฟยมองดูพื้นที่ครึ่งหนึ่งที่เป็นสีแดงสดพลางไตร่ตรอง

เฟิงเสียวหย่าเอ่ยเสียงเนิบ “ครั้งนั้นอี๋ซูใช้วิธีสกปรกจับตัวพระบิดาของท่าน สังหารพี่ชายสองคนของท่าน ช่วงชิงบัลลังก์ไป ทั้งยังทำให้ท่านต้องระหกระเหิน ไม่อาจกลับบ้านเกิดเมืองนอน…ไม่ว่าเป็นใครย่อมไม่ยินยอมทั้งสิ้น น่าเสียดาย ท่านไร้กำลัง ไร้ทรัพย์สิน อี๋และเยียนต่างแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ช่วยเหลือท่าน แม้เวลานี้ท่านจะพำนักอยู่ในแคว้นปี้ แต่ก็เป็นเพียงการใช้ชีวิตไปวันๆ หากคิดจะชิงบัลลังก์คืน ย่อมยากเหมือนทะยานขึ้นฟ้า ฉะนั้นย่อมมิใช่เรื่องเสียหายหากท่านจะลองพิจารณาข้อเสนอของข้า”

อี๋เฟยดูแผนที่ ท่าทางเคร่งขรึมอย่างยิ่งยามที่รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าซูบผอม

“แม้หูจิ่วเซียนจะร่ำรวย แต่ก็อายุมากแล้ว ห้าตระกูลใหญ่แคว้นเฉิงฟอนเฟะเพียงใด ท่านย่อมรู้ดีกว่าข้า ส่วนอัครเสนาบดีเซวียก็ไม่เข้าร่วมกับเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านไม่คิดหรือว่าในบรรดาผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งแปดคน ข้าเป็นคนที่มีโอกาสได้เป็นพระสวามีมากที่สุด” เฟิงเสียวหย่ายิ้มน้อยๆ ดวงตาสุกสกาวดุจดวงดาว ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจยามได้พูดคุยกับคนผู้นี้

แต่อี๋เฟยกลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจกว่าเดิม

เขาค่อยๆ หุบพัด

“แล้วภรรยาทั้งสิบเอ็ดคนของเจ้าจะทำเช่นไร”

เฟิงเสียวหย่าตอบเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย “หย่าแล้ว”

อำมหิตนัก! อี๋เฟยจ้องบุรุษผู้อ่อนโยนที่ดูไม่น่ามีพิษภัยตรงหน้าตน แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้เมื่อคิดถึงเรื่องที่คนเล่าลือกันเกี่ยวกับชีวิตของคนผู้นี้

เฟิงเสียวหย่า

บุตรชายคนเดียวของเฟิงเล่อเทียน อัครเสนาบดีคนก่อนของแคว้นเยียน

เป็นที่รู้กันว่า หมัวอิ่นหวงตี้รัชกาลก่อนแห่งแคว้นเยียนสละเรือนออกบวช ก่อนที่จะละทางโลก เขาได้ฝากฝังจางหฺวาบุตรชายของตนไว้กับเฟิงเล่อเทียน ขุนนางที่เขาไว้วางใจมากที่สุด เฟิงเล่อเทียนก็มิได้ทำให้หมัวอิ่นผิดหวัง เขาคอยช่วยเหลือจางหฺวาอย่างซื่อสัตย์แข็งขันและรอบคอบ ทำให้แว่นแคว้นสงบสุข หลังจากวางรากฐานบ้านเมืองจนมั่นคงแล้ว เขาก็ขอเกษียณจากราชการ ออกท่องทั่วหล้า

ด้วยเหตุนี้ เยียนหวังจึงสำนึกในคุณูปการของขุนนางผู้นี้เสมอมา คอยให้ความดูแลใส่ใจเฟิงเสียวหย่าในทุกๆ ด้าน แม้เฟิงเล่อเทียนจะเคยกล่าวไว้แต่เนิ่นๆ แล้วว่า เมื่อจะเกษียณจากราชการก็ต้องจากไปอย่างสะอาดหมดจด จึงไม่อนุญาตให้บุตรชายรับราชการ ทว่าแม้เฟิงเสียวหย่าจะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ความโปรดปรานที่ได้รับก็ไม่น้อยไปกว่าบุตรหลานขุนนางคนอื่นๆ เลย

ชาวแคว้นเยียนต่างรู้ว่า กษัตริย์ของพวกเขามีบุคคลที่โปรดปรานอยู่สามคนในชีวิต…

หนึ่งคือเซวียไฉ่

สองคือหรูอี้กับจี๋เสียง

สามคือเฟิงเสียวหย่า บุตรชายอดีตอัครเสนาบดี

เฟิงเสียวหย่ามีคุณสมบัติสมกับนามของเขา[1] เป็นปราชญ์ผู้เปี่ยมคุณธรรมและความสามารถแห่งแคว้นเยียน เขาเชี่ยวชาญดนตรี ชำนาญการวาดภาพแบบกงปี่[2] ถ่องแท้วิถีฌาน[3] รู้จักเสพสุข ทั้งยังรู้จักรักหยกถนอมบุปผา[4] แม้จะมีภรรยาและอนุนับไม่ถ้วน แต่เขาก็รักทุกคนดุจสมบัติล้ำค่า

บุรุษทั้งหลายต่างก็อยากคบหากับเขา

สตรีทั้งหลายต่างก็อยากแต่งงานกับเขา

กล่าวโดยสรุปคือ ตามคำเล่าขานของชาวบ้านแคว้นเยียน เฟิงเสียวหย่าเป็นคุณชายสูงศักดิ์ผู้สมบูรณ์แบบยิ่ง

ทว่าบุรุษผู้นั่งพับเข่าอยู่บนตั่งบุแพรในยามนี้ กลับเป็นบุรุษไร้หัวใจ เต็มไปด้วยความทะยานอยาก และเปี่ยมไปด้วยพลังคุกคาม…แม้เขาจะกำลังยิ้ม แต่รอยยิ้มมิได้แผ่ไปถึงดวงตา แม้เขาจะกำลังขอร้องอี๋เฟย แต่กลับมิได้มีท่าทีอย่างผู้มาขอความช่วยเหลือแม้แต่น้อย

อี๋เฟยมองเฟิงเสียวหย่า จากนั้นก็มองเซวียไฉ่ เขาอดคิดไม่ได้…วัตถุรวมกันตามประเภท คนแบ่งแยกตามกลุ่ม มิน่าเล่า สองคนนี้จึงมาอยู่ด้วยกัน หนึ่งจิ้งจอกหนึ่งหมาป่าชัดๆ คงหารือกันไว้นานแล้วว่าจะจัดการกับลูกแกะเช่นข้าอย่างไร!

อี๋เฟยเลิกคิ้ว พลันหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจยิ่ง “เจ้าวางแผนทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบแล้ว ดูเหมือนข้าจะไม่มีทางเลือกอื่น เช่นนั้น…ข้าต้องขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย”

“องค์ชายสามตรงไปตรงมาดังคาด”

อี๋เฟยโบกแขนเสื้อด้วยท่วงท่าสง่างาม “สุราเล่า ยังไม่ได้สุรามาอีกรึ”

“มาแล้วเจ้าค่ะ มาแล้ว…” คนที่ตอบเขาคือหลิ่วซวี่ จากนั้นก็หันไปเร่ง “เร็วเข้าสิ อาชิว ใต้เท้าฮวาจื่อรอจนโมโหแล้ว!”

ชิวเจียงเดินก้มหน้านำสุราไปให้อย่างรวดเร็ว

อี๋เฟยรับเหยือกสุรามา เปิดฝาออกแล้วดม สีหน้าพลันยินดี “สุราดี…”

หลิ่วซวี่ยิ้ม “ใต้เท้าชอบก็ดีแล้วเจ้าค่ะ!”

อี๋เฟยมองชิวเจียงอย่างประเมิน “เงินร้อยเหวินซื้อสุราดีเช่นนี้ได้ สาวใช้น้อยอย่างเจ้านี่เก่งไม่เบาทีเดียว”

หลิ่วซวี่ชิงตอบ “ธุระของใต้เท้า เราย่อมต้องใส่ใจ อีกทั้งหากคนของจวนอัครเสนาบดีไปซื้อสุรา เหลาป่านร้านสุราย่อมต้องขายราคาพิเศษให้ ไม่กล้าหลอกลวงแน่”

“อย่างนั้นรึ ปกติข้าไปซื้อสุรา ไม่เห็นพวกเขาจะค้าขายด้วยความซื่อตรงเลย”

หลิ่วซวี่ปิดปาก “คนธรรมดาสามัญ ไหนเลยจะมองเห็นความสูงศักดิ์ของใต้เท้า”

“ช่างรู้จักพูดจริงนะ…” อี๋เฟยแหงนหน้า กรอกสุราใส่ปากรวดเดียวหมด หลิ่วซวี่ตกตะลึงเสียจนตาเบิกโพลง ขณะกำลังจะห้ามปราม เซวียไฉ่ก็สั่งว่า “ยกอาหารมา”

หลิ่วซวี่จึงได้แต่ไปยกอาหารมาตั้งโต๊ะ เมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าชิวเจียงยังคงยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ นางจึงหยิกแขนชิวเจียงทีหนึ่ง

ชิวเจียงจึงต้องไปช่วยหลิ่วซวี่ยกอาหารตั้งโต๊ะ ตอนที่ปลาหลูนึ่งถูกยกไปวางบนโต๊ะซึ่งประกอบขึ้นจากผนังรถม้า เฟิงเสียวหย่าก็มุ่นคิ้วครู่หนึ่ง สายตาจ้องตรงมาที่นาง ทำเอานางตกใจจนมือสั่น ตะเกียบสองคู่ร่วงตกพื้นเสียงดังกังวาน

ชิวเจียงรีบก้มลงไปเก็บ “ข้า…ข้าจะนำตะเกียบไปล้าง!”

มือเรียวคู่หนึ่งชิงเก็บตะเกียบขึ้นจากพื้นก่อนนาง อี๋เฟยยิ้มตาหยีมองนางซึ่งยังก้มตัวอยู่ เขาเคาะตะเกียบพลางเอ่ย “ตะเกียบนี่ไม่เลว…เหตุใดจึงไม่ใช้ตะเกียบเงินเช่นแต่ก่อนเล่า”

ชิวเจียงอึ้งไปครู่หนึ่ง เอ๋? เมื่อก่อนนี้ใช้ตะเกียบเงินหรือ ไม่มีใครบอกข้าเรื่องนี้เลยนี่นา!

แม้จะไม่ได้เงยหน้า แต่นางก็รับรู้ได้ว่ามีสายตาร้อนแรงคู่หนึ่งจ้องมาที่ตัวนางตลอดเวลา นางไม่กล้ายืดตัวขึ้น จึงได้แต่ก้มตัวอยู่เช่นนั้นพลางตอบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว “คือว่า ปลา…ปลาหลูสดเนื้อนุ่มหอม หากใช้ตะเกียบไผ่ที่เพิ่งผ่าใหม่ปีนี้ จะ…จะเหมาะสมกว่าเจ้าค่ะ”

อี๋เฟยพ่นหัวเราะออกมา หันไปเอ่ยกับเซวียไฉ่ “ไม่มีเงินก็ไม่มีเงินสิ ไยต้องพูดให้มากความ…สาวใช้ของเจ้าคนนี้น่าสนใจนัก”

“ขอบ…ขอบคุณใต้เท้าที่ชม…” ชิวเจียงได้แต่มองหัวรองเท้าตนเอง

อี๋เฟยยื่นตะเกียบไม้ไผ่ที่สกปรกแล้วให้นาง ชิวเจียงรีบยื่นมือไปรับ แต่ตะเกียบนั้นกลับเบี่ยงไปแตะที่ใต้คางนาง จากนั้นค่อยๆ ดันขึ้น ชิวเจียงจึงถูกบังคับให้เงยหน้าขึ้นเช่นนี้เอง

อี๋เฟยยิ้มตาหยีพลางเอ่ย “หน้าตาสะสวยเสียด้วย”

เขาตาบอดรึ ชิวเจียงคิด หน้าตาอย่างข้านี่เรียกว่าสวยได้ด้วยรึ

หลิ่วซวี่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างไม่พอใจดังคาด นางพึมพำ “ใต้เท้าฮวาจื่อช่างรู้จักถนอมน้ำใจคนจริงๆ”

ตอนที่ชิวเจียงเงยหน้าขึ้นนั้นเอง เฟิงเสียวหย่าก็มองมา สายตาของนางสบประสานกับสายตาของเขาพอดี

มือและเท้าของชิวเจียงพลันเย็นเฉียบ

จบกัน นางคิด

สู้อุตส่าห์หลบหนีมาตั้งนาน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

เขา…เห็นข้าแล้ว

คนที่นางเรียกว่า “ฟูจวิน”[5] เพียงในนาม เห็นนางเข้าเสียแล้ว

 

[1] คำว่า “เสียวหย่า” (小雅) คือชื่อหมวดหนึ่งในตำรารวมบทกวีซือจิง ตำรารวมบทกวีเล่มแรกของชนชาติจีน หมวดเสียวหย่าประกอบด้วยบทกวีทั้งสิ้น 74 บท เนื้อหาส่วนใหญ่ประพันธ์ขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์โจวตะวันตกถึงช่วงต้นราชวงศ์โจวตะวันออก ส่วนใหญ่เป็นบทกวีสะท้อนสภาพความขัดแย้งระหว่างแว่นแคว้นต่างๆ ในยุคนั้น และมีบทกวีส่วนน้อยที่เป็นบทลำนำสำหรับใช้ขับในงานเลี้ยงรื่นเริงของชนชั้นปกครอง

[2] เทคนิคการวาดภาพอย่างหนึ่งของจีน เน้นรายละเอียดของภาพ จึงมีลายเส้นที่ละเอียดมาก

[3] นิกายเซน นิกายหนึ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แพร่หลายในจีนและญี่ปุ่น

[4] หมายถึง ทะนุถนอม อ่อนโยนต่อผู้หญิง

[5] เป็นคำที่ภรรยาใช้เรียกสามีด้วยความเคารพ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า