fbpx

[ทดลองอ่าน] รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่ เล่ม 2 ตอนที่ 43

老婆粉了解一下
รู้ไว้ซะ ฉันนี่แหละแฟนคลับตัวแม่

 

ชุนเตาหาน เขียน
เสี่ยวฝาน แปล

 

— โปรย —

ในหมู่แฟนคลับที่ตามดารานั้น มีอัตราส่วนของเพศหญิงสูงมาก
ซึ่งคงเป็นเพราะผู้หญิงนั้นใช้ความรู้สึกมากกว่า
และใฝ่ฝันถึงความอ่อนโยน ความสวยงาม จากการติดตามดารามากกว่า

ก็แค่การชอบคนคนหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะคนที่ชื่นชอบคนนั้น
โดดเด่นเปล่งประกาย เพราะอย่างนั้นความรู้สึกของแฟนคลับ
จึงถูกเยาะเย้ยถากถางและไม่ได้รับการยอมรับอย่างนั้นหรือ
แบบนี้จะไม่ให้น้อยใจได้ยังไงล่ะ
แต่พอเห็นคนที่ติดตามคนนั้นยิ้มให้
ความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดก็กลายเป็นความหวานไปเลย

การเป็นแฟนคลับที่ดีก็ควรจะรักอย่างบริสุทธิ์
และรู้จักขอบเขต แต่ว่าแย่แล้ว เธอแย่แล้ว แย่แล้วจริงๆ!
ความรักของเธอไม่บริสุทธิ์แล้ว เธอต้องอยู่ให้ห่างจากเขา!!

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

43

 

เหลียงเสี่ยวถังตกใจไม่น้อย ตัวสั่นเทิ้มไม่หยุด สภาพของเธอคงไม่สามารถทำงานต่อได้ เซิ่งเฉียวจึงจูงมือเธอแล้วพาไปที่ห้องอัดเสียง

คนอื่นๆยังไม่กลับมา ทั้งห้องจึงมีเพียงพวกเธอแค่สองคน เซิ่งเฉียวรินน้ำร้อนให้เหลียงเสี่ยวถัง แล้วเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “เธออยากอยู่คนเดียวสักพักไหม”

เหลียงเสี่ยวถังพยักหน้าโดยไม่ส่งเสียง

“โอเค ฉันจะรออยู่ด้านนอกนะ” เซิ่งเฉียวเปิดประตูแล้วออกไป

ฟางไป๋กำลังอธิบายให้ผู้ช่วยผู้กำกับฟังว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นอยู่ตรงทางเดิน ทั้งสองอายุยังน้อยจึงรู้สึกโมโหมาก เมื่อเห็นเซิ่งเฉียวออกมาจึงรีบถามว่า “ผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงบ้าง จะไม่แจ้งตำรวจจริงๆเหรอครับ”

“เธอไม่อยากแจ้งตำรวจ ก็ยังไม่ต้องแจ้งตำรวจก็แล้วกัน รอให้เธอได้สงบสติอารมณ์สักพัก”

ฟางไป๋มองเซิ่งเฉียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลากตัวเธอไปด้านข้าง แล้วถามว่า “พี่เฉียวเฉียว พี่ช่วยเธอเพราะเธอเป็นซีกวงเหรอครับ”

เซิ่งเฉียวอึ้งไปเล็กน้อย ไม่ได้ตอบทันที เธอหลุบตาลงมองพื้น เนิ่นนานถึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “เสี่ยวไป๋ นายเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังมากๆรึเปล่า แบบที่ว่า…มองไปรอบด้านก็ไร้หนทาง มีแต่ความสิ้นหวัง”

ฟางไป๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า “ตอนที่ผมสิ้นหวังที่สุด คือตอนม.6”

เซิ่งเฉียวหัวเราะ “ม.6 ยังเรียกว่ามีความหวังอยู่เลย ยังรู้ว่าเมื่อไหร่จะจบ แต่เวลาที่สิ้นหวังจริงๆน่ะ มันไม่มีหนทางเลย ได้แต่ภาวนาให้มีใครสักคนยื่นมือมาคว้าตัวนายเอาไว้”

“พี่เฉียวเฉียว พี่เคยมีช่วงเวลาแบบนั้นเหรอครับ”

มีไหมน่ะเหรอ

ทำไมจะไม่มีล่ะ

วันที่พบว่าตนเองกลายเป็นเซิ่งเฉียว

วันที่พบว่าเฉียวเฉียวได้หายไปจากโลกใบนี้แล้ว

วันที่พบว่าพ่อแม่และพี่ชายมองเธอด้วยแววตาที่ห่างเหิน

สิ้นหวังเสียจนไม่อยากนึกย้อนไปถึงวันนั้นอีก

ตอนนั้นเธอหวังเหลือเกินว่าจะมีใครสักคนมาดึงเธอเอาไว้และบอกกับเธอว่าหนทางข้างหน้าควรจะเดินไปอย่างไร

เธอยิ้มพลางส่ายศีรษะ “ไม่มีหรอก ฉันแค่คิดว่าถ้าเกิดในอนาคตมีสักวันที่ฉันตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังแบบนั้น แล้วมีคนมาช่วยฉันไว้เหมือนที่ฉันทำในวันนี้ก็คงจะดี ถือซะว่าฉันกำลังสะสมแต้มบุญให้ตัวเองอยู่ก็แล้วกัน”

ฟางไป๋พยักหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดว่า “พี่เฉียวเฉียว คำด่าพวกนั้นของพี่…วันหลังห้ามพูดอีกนะครับ เสียภาพลักษณ์หมดเลย!”

“ไตพร่อง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หลั่งเร็ว…”

ให้ตายสิ คำเหล่านี้พอรวมกันแล้วก็เกิดพลังทำลายล้างสูงเหลือเกิน เป็นเหมือนมีดที่ทิ่มแทงใจผู้ชาย เข้าใจนะ!

พี่เป็นอัจฉริยะทางภาษาจริงๆ เก่งทั้งชมคนและด่าคนในเวลาเดียวกัน ทำได้ยังไงเนี่ย!

เซิ่งเฉียว “ฉันด่าคนด้วยคำหยาบก็จริง แต่ฉันเป็นผู้หญิงที่ดีนะ”

ฟางไป๋ “…ครับ พี่เป็นผู้หญิงที่ดี”

ไม่นานนักประตูห้องอัดเสียงก็เปิดออก เหลียงเสี่ยวถังยืนอยู่หน้าประตู เธอเม้มปาก แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา “พี่…เซิ่งเฉียว เมื่อกี้ขอบคุณนะคะ”

เซิ่งเฉียวยิ้มแล้วเดินไปถามว่า “ดีขึ้นรึยัง”

“ค่ะ”

“ยังอยากกลับไปทำงานไหม”

เหลียงเสี่ยวถังตาแดงก่ำ “ไม่อยากแล้วค่ะ แต่รายงานผลการฝึกงานของฉัน…จะทำยังไงดี”

ทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ว่าหากไม่มีรายงานผลการฝึกงานก็ไม่สามารถจบการศึกษาได้ ทว่าหากจะเริ่มหาที่ฝึกงานใหม่ตอนนี้ก็คงไม่ทันกาล

เซิ่งเฉียวเอ่ย “งั้นก็แจ้งตำรวจ ให้ตำรวจลากตัวเขาไป เธอก็จะฝึกงานที่นี่ต่อไปได้แล้ว”

“ไม่ได้ค่ะ เราไม่มีหลักฐาน” เธอส่ายหน้า เหมือนจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

เธอเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังเรียนไม่จบและไม่มีประสบการณ์ทางสังคม เธอสะอื้นพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนก็มีเด็กฝึกงานเคยโดนเขาข่มเหง แจ้งตำรวจแล้วก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย อีกอย่างครอบครัวเขายังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทด้วย พวกเราเข้ามาฝึกงานแล้วถึงได้รู้เรื่องนี้ ปกติก็จะหลบหน้าเขาตลอด ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยถูกเรียกให้เข้าไปในห้องทำงานของเขา ก็รู้สึกกลัวทุกครั้ง แต่เขาไม่เคยทำอะไรฉัน…”

เพราะว่าไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้ จึงคิดว่าเรื่องพวกนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับตนเอง

เซิ่งเฉียวผ่อนลมหายใจ แล้วหยิบกระดาษทิชชูออกมาให้เธอซับน้ำตา “พอแล้ว ไม่ต้องร้องแล้ว ไม่ใช่ความผิดของเธอ” รอจนเหลียงเสี่ยวถังสงบอารมณ์ได้แล้ว เซิงเฉียวจึงพูดขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า “งั้นฉันถามเธอหน่อย ถ้าเกิดว่าฉันแจ้งตำรวจ แล้วใช้การเป็นดาราของตัวเองมาสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์เพื่อบีบให้เขาลาออก เธอจะยินยอมไปเป็นพยานในศาลไหม”

เหลียงเสี่ยวถังกำมือสองข้างแน่น แม้แต่ริมฝีปากก็ซีดเซียว แล้วค่อยเอ่ยปากอย่างสั่นเทา “ขอโทษค่ะ…ฉันไม่อยาก…” เธอเงยหน้าขึ้นมองเซิ่งเฉียวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา “ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ…”

เซิ่งเฉียวลูบศีรษะเธอ “เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องขอโทษ ตอนนี้ฉันให้ผู้ช่วยไปขอลาหยุดให้เธอแล้ว เธอกลับบ้านไปก่อน แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้พ่อแม่ฟัง ปรึกษาวิธีแก้ปัญหากับคนในครอบครัว โอเคไหม”

“ค่ะ”

เธอถามเหลียงเสี่ยวถังว่าสำนักงานบริษัทอยู่ชั้นไหน แล้วให้ฟางไป๋ไปขออนุญาตลาหยุดในฐานะพี่ชาย ฟางไป๋จึงเอ่ยถามว่า “เหตุผลที่ขอลาหยุดล่ะครับ”

เซิ่งเฉียวตอบอย่างเย็นชา “โดนหมากัด”

 

เหลียงเสี่ยวถังเรียกรถกลับบ้านไปแล้ว ทุกคนจึงกลับไปยังห้องอัดเสียงและเริ่มทำงานอีกครั้ง เซิ่งเฉียวเหลือบทที่ต้องพูดอีกแค่ไม่กี่ประโยคจึงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

ขณะที่ขับรถพาเซิ่งเฉียวกลับบ้าน ฟางไป๋ยังรู้สึกโกรธเคือง “คนสารเลวแบบนั้นสมควรถูกจับ พี่เฉียวเฉียว พี่ว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมแจ้งตำรวจล่ะ พี่ก็อุตส่าห์ออกหน้าช่วยเหลือเธอแล้ว”

“เธอคงมีเรื่องกังวลของเธอ ยังไงก็ชีวิตของเธอ พวกเราไม่สามารถตัดสินใจแทนเธอได้”

หญิงสาวที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่สังคม หากพื้นเพไม่ได้ดีอะไรและไม่มีคนสนับสนุนแล้วละก็ ย่อมไม่ใช่ฝ่ายได้เปรียบ หลายครั้งที่มีความฝัน ทว่าไม่มีกำลังมากพอที่จะทำฝันนั้นให้สำเร็จได้ แล้วยังต้องมาถูกสงสัย ต้องทนรับคำตำหนิติเตียนในสิ่งที่ไม่ควรอีก ในยุคสมัยแห่งทุนนิยมนี้ แม้แต่การต่อต้านก็ยังต้องอาศัยกำลังและความสามารถ

“งั้นก็ต้องปล่อยคนคนนั้นไปแบบนี้น่ะเหรอ ถ้าหลังจากนี้เขาข่มเหงคนอื่นอีกจะทำยังไงล่ะครับ”

เซิ่งเฉียวขำพลางถอนหายใจ “เสี่ยวไป๋ นายมาเป็นผู้ช่วยนี่ช่างน่าเสียดายความสามารถจริงๆนะ นายควรจะเข้าร่วมขบวนการแก้แค้น แล้วนายก็ควรใช้ชื่อว่าจอมยุทธ์ผู้มีคุณธรรมมากกว่า” หยอกล้อเสร็จแล้วก็คลึงขมับ “ฉันขอคิดหาวิธีก่อน”

หลังจากถึงบ้านเธอก็เข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลบริษัทที่เหลียงเสี่ยวถังฝึกงานและชื่อของหัวหน้าคนนั้น บริษัทนั้นไม่ใช่บริษัทเล็กๆจึงมีข้อมูลปรากฏขึ้นมาไม่น้อย ทว่ากลับไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวหน้าคนนั้นเลย

คาดว่าเด็กฝึกงานที่เคยโดนข่มเหงก่อนหน้านี้คงจะยอมจบเรื่องอย่างเงียบๆ

เซิ่งเฉียวเข้าเว็บบอร์ด[1]ของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศอยู่ครู่หนึ่งพบว่าพื้นที่ที่คนนิยม เหล่าบัณฑิตที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สังคมพากันบอกเล่าประสบการณ์ของตน บ่นโอดครวญ และปลอบใจซึ่งกันและกัน

เธอใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงโทรศัพท์หาเป้ยหมิงฝาน “ฉันขอยืมพวกหน้าม้าที่อยู่ในมือพี่หน่อยได้ไหมคะ”

“คุณอยากโจมตีใครล่ะ ขอผมดูก่อนว่าในมือมีข้อมูลรึเปล่า” เป้ยหมิงฝานกล่าว

เซิ่งเฉียว “…”

เธอเล่าเรื่องของเหลียงเสี่ยวถังให้ฟังคร่าวๆ เป้ยหมิงฝานทำเสียงจิ๊จ๊ะรำพึงรำพันมาตามสาย “นี่จะบอกว่าคุณเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม แถมคุณยังทำตัวเป็นผู้รับใช้ประชาชนจริงๆด้วยน่ะเหรอเซิ่งเฉียว แล้วคุณยังกล้ามาขอยืมพวกหน้าม้ากับผมอีกด้วย รู้ไหมว่าการกระทำของคุณในวันนี้จะนำเรื่องวุ่นวายอะไรมาให้ผมบ้าง พูดมาซิว่าทำไมคุณถึงได้ก่อเรื่องเก่งนัก ถ้าคุณไม่ดังสวรรค์ก็คงยากจะให้อภัยแล้ว”

“ฉันจะไม่ก่อเรื่องอีกแล้วค่ะ ฉันผิดไปแล้ว พี่โปรดอภัยให้ฉันด้วย ฉะนั้นให้ฉันยืมพวกหน้าม้าได้ไหมคะ”

“…เรื่องนี้คุณไม่ต้องยุ่งดีกว่า ผมจัดการเอง”

เซิ่งเฉียวยังคงไม่ไว้ใจ “พี่ไหวเหรอ”

เป้ยหมิงฝานทั้งโกรธทั้งขำ “อย่างน้อยผมเองก็มีลูกสาว ถือซะว่าผมช่วยกำจัดขยะบนเส้นทางการเติบโตของลูกสาวผมก็แล้วกัน” แล้วยังกล่าวต่อไปอีกว่า “จอมยุทธ์หญิงเซิ่ง ไม่ทราบว่าหากภายหน้าเจอเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันนี้อีก คุณจะไม่หุนหันพลันแล่น และปล่อยให้ผมเป็นคนจัดการได้ไหม คุณรู้ตัวไหมว่าตัวเองเป็นดาราหญิงน่ะ”

เซิ่งเฉียว “…เรื่องมันเกิดขึ้นกะทันหันมาก ฉันใจร้อนเองค่ะ ขอโทษนะคะ”

ขอโทษรวดเร็วเสียทุกครั้ง งั้นเธอก็ปรับปรุงตัวเสียทีสิ!

เธอทำให้เป้ยหมิงฝานโมโหจนจุกแน่นในอก พอตอนบ่ายได้รับโทรศัพท์จากเมิ่งซิงเฉินก็เลยอดกระแนะกระแหนให้เขาฟังไม่ได้ “ผู้หญิงคนที่นายแนะนำให้ฉันน่ะ เอาจริงๆนะ ฉันดูแลศิลปินมาตั้งมากมาย แต่ยังไม่เคยเห็นใครที่ก่อเรื่องแบบดูมีหลักการและเหตุผลขนาดนี้เลย”

เมิ่งซิงเฉินหัวเราะอยู่ในโทรศัพท์ “เด็กคนนั้นทำอะไรนายเหรอ”

เป้ยหมิงฝานเล่าเรื่องที่เซิ่งเฉียวด่าเรื่องลอกเพลงรวมถึงเรื่องในวันนี้ให้เขาฟัง “จิตใจดีก็ดีอยู่หรอก แต่นายก็รู้ว่าในวงการนี้คนที่เสียเปรียบก็คือคนจิตใจดีนี่แหละ เธอเองก็ไม่ใช่ดาราหน้าใหม่แล้ว จะทำอะไรตามใจตัวเองได้ยังไงล่ะ”

เป้ยหมิงฝานร่ายยาวด้วยความโมโหจนจบ พักใหญ่ถึงได้ยินเมิ่งซิงเฉินเอ่ยขึ้นว่า “อาจเป็นเพราะอยู่ในความมืดมานานเกินไปจึงไม่อาจอดทนต่อความมืดมิดได้อีกต่อไปละมั้ง”

เป้ยหมิงฝานอึ้ง เมื่อนึกถึงข่าวลือทั้งหมดที่เกี่ยวกับเซิ่งเฉียวก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้พูดอะไรอีก

หลังจากวางสายแล้ว เมิ่งซิงเฉินที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างก็เปิดเบราว์เซอร์[2]แล้วกรอกคำว่า “เซิ่งเฉียว” และ “ลอกผลงาน” ลงไป ข่าวและคลิปวิดีโอมากมายก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเลือกคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งแล้วกดเข้าไปดูถึงสามรอบ

สาวน้อยที่อารมณ์รุนแรงทั้งดุทั้งโมโหคนนั้น ใช่หญิงสาวที่สงบนิ่งเรียบร้อยตอนอยู่ต่อหน้าเขาเมื่อสองวันก่อนจริงๆน่ะหรือ

เขารู้สึกว่าเซิ่งเฉียวเปลี่ยนไป…เปลี่ยนไปจนทำให้เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง ทว่าสาวน้อยในคลิปวิดีโอซึ่งยกชายกระโปรงพุ่งขึ้นไปบนเวที แล้วถูกผู้ช่วยสองคนลากลงมากลับดูมีชีวิตชีวาเอามากๆ ราวกับแสงสว่างที่เจิดจรัส ดึงดูดให้ผู้คนเข้าใกล้อย่างช่วยไม่ได้

เพลงที่เธอพูดถึงชื่ออะไรนะ ลมเย็นงั้นหรือ

ฮั่วซี

ดาราดังคนนั้นน่ะหรือ

 

ตกกลางคืนก็เริ่มมีแอ๊กเคานต์นิรนามออกมาแฉว่าหัวหน้าของบริษัทสื่อชื่อดังแห่งหนึ่งลวนลามพนักงานหญิงตามเว็บบอร์ดใหญ่ๆไปทั่ว

พอมีพวกหน้าม้าลงมือปฏิบัติการ กระแสของโพสต์ก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าชื่อบริษัทและชื่อของหัวหน้าคนนั้นจะถูกตัดออก แต่รายละเอียดและคำบรรยายหลายอย่างนั้นก็ทำให้ชาวเน็ตที่หูตาไวเป็นสับปะรดไปขุดหามาจนได้ว่าคือหัวหน้าxxx ของบริษัทสื่อxxx

เขาเป็นผู้ร้ายที่กระทำความผิดซ้ำซาก ผู้เสียหายก่อนหน้านี้ต่างก็เลือกที่จะลาออกอย่างเงียบๆ ส่วนคนเดียวที่แจ้งตำรวจนั้นก็มีหลักฐานไม่เพียงพอจึงไม่มีการดำเนินคดี พอเรื่องราวถูกขุดออกมาเช่นนี้จึงมีบุคคลนิรนามจำนวนไม่น้อยออกมาบอกเล่าประสบการณ์ที่ถูกลวนลาม

ในเมื่อไม่อาจใช้กฎหมายเล่นงานได้ก็ต้องปล่อยให้คำวิจารณ์เล่นงานแทน บริษัทนี้จึงถูกปฏิเสธจากเหล่านักศึกษาจบใหม่อย่างรวดเร็ว ในช่วงสองสามวันนี้นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยต่างก็เล่าเรื่องแบบปากต่อปาก โดยส่วนใหญ่จะเตือนรุ่นน้องว่าห้ามไปฝึกงานที่บริษัทนั้นเด็ดขาด แม้แต่มหาวิทยาลัยก็ยังเปิดคอร์สให้ความรู้เกี่ยวกับการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงานและการป้องกันตัวเองสำหรับนักศึกษาก่อนจบการศึกษาโดยเฉพาะ

เริ่มแรกบริษัทยังคงตามแก้ข่าวลือ ทว่าสู้พวกหน้าม้าไม่ได้ จึงทำการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าคนนั้นและทำทัณฑ์บนไว้ ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยหลายคนก็รู้แล้วว่าไม่ควรไปที่บริษัทนั้น เด็กสาวหลายคนจึงสามารถหลีกเลี่ยงการได้รับความไม่เป็นธรรมได้

เหลียงเสี่ยวถังพักผ่อนอยู่ที่บ้านสามวัน หลังจากที่ปรึกษากับบิดามารดาแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากการฝึกงาน ขณะที่ไปยื่นใบลาออกที่บริษัทนั้นเองถึงได้รู้ว่าหัวหน้าคนนั้นถูกสั่งพักงานไปแล้ว

ทุกคนในอาคารใหญ่ต่างก็ถกประเด็นเรื่องโพสต์นั้นในช่วงเวลาว่าง

เหลียงเสี่ยวถังไม่ได้เข้าอินเทอร์เน็ตมาหลายวันแล้ว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาค้นดูและได้เห็นโพสต์ยอดนิยมโพสต์นั้น ในฐานะที่เป็นซีกวง เธอจึงรู้จักวิธีการของพวกหน้าม้าดีที่สุด

ใครกันนะที่ยอมเสียเงินเรียกพวกหน้าม้ามาสร้างโพสต์นี้

นิ้วมือเธอสั่นระริก ขณะที่กรอกชื่อเซิ่งเฉียวในช่องค้นหา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอค้นหาชื่อนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอค้นหามันด้วยความรู้สึกขอบคุณและความปรารถนาดี

แฟนคลับของเซิ่งเฉียวทะลุสิบล้านแล้ว

เธอเปิดหน้าต่างบทสนทนาส่วนตัวขึ้นมา แล้วเขียนคำสามพยางค์ลงไป

 

[ขอบคุณค่ะ]

 

เซิ่งเฉียวมีแฟนคลับมากมายขนาดนั้น ทุกวันเธอคงได้รับข้อความส่วนตัวเป็นหมื่น จึงอาจไม่มีวันเห็นประโยคขอบคุณนี้ตลอดไปเลยก็เป็นได้ ถ้าหากภายหน้ายังมีโอกาสได้พบกับเซิ่งเฉียวอีกครั้งก็อยากจะบอกกับเธอต่อหน้าว่า “ขอบคุณ” แล้วก็ “ขอโทษ” ด้วย

 

ถึงแม้เซิ่งเฉียวจะไม่ได้ลงมือทำด้วยตนเอง แต่ก็คอยจับตาดูสถานการณ์ในโซเชียลอยู่ตลอด จะให้พูดอะไรได้ ฝีมือผู้จัดการดารามือทองที่เคยดูแลราชาแห่งวงการภาพยนตร์นี่นา ลงมือทั้งทีก็ต้องไม่เหมือนใคร

เซิ่งเฉียวปิดคอมพิวเตอร์ด้วยความพึงพอใจ

พรุ่งนี้ก็ถึงวันอัดรายการดาวจรัสแสงรุ่นเยาว์สัปดาห์ที่สามแล้ว เป้ยหมิงฝานโทรศัพท์มาเตือนเธอโดยเฉพาะว่าครั้งนี้ห้ามก่อเรื่องอะไรอีก ให้โชว์ลีลาการผายลมสายรุ้งอย่างเดียวพอ ขณะที่เซิ่งเฉียวตอบรับ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น เธอเปิดประตูขณะที่คุยโทรศัพท์ไปด้วย เมื่อเห็นเมิ่งซิงเฉินยิ้มอย่างอ่อนโยนอยู่ด้านนอกจึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “รุ่นพี่เมิ่ง กลับมาแล้วเหรอคะ”

เป้ยหมิงฝานในโทรศัพท์เอ่ยว่า “ซิงเฉินมาแล้วเหรอ งั้นผมไม่คุยกับคุณแล้วนะ ตั้งใจเรียนกับเขาให้ดีๆละ คาดว่าเดือนหน้าก็จะมีละครให้ถ่ายแล้ว”

เซิ่งเฉียววางสายจากเป้ยหมิงฝาน แล้วเชิญเมิ่งซิงเฉินเข้ามา ถามเขาก่อนว่าจะดื่มอะไรตามปกติ หลังจากที่ชงชาแล้วก็หยิบสมุดโน้ตออกมา พร้อมทำท่าอย่างกับเป็นนักเรียน

เมิ่งซิงเฉินมองเธออยู่นาน นึกถึงภาพลักษณ์ที่มีชีวิตชีวาในคลิปวิดีโอนั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับหญิงสาวที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงหน้านี้แล้วราวกับเป็นคนละคน

เขาเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า “ได้ยินมาว่าช่วงที่ผมไม่อยู่ คุณก่อเรื่องไว้หลายเรื่องเลย”

เซิ่งเฉียว “มีเหตุนิดหน่อยค่ะ แต่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณรุ่นพี่เป็นห่วงนะคะ”

ดูเถอะ ช่างเป็นท่าทีที่ห่างเหินและมีมารยาทอีกแล้ว ที่สำคัญคือยังจับผิดอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

เซิ่งเฉียวส่งบทละครที่เขาทิ้งไว้มาให้ ซึ่งเธอจดโน้ตไว้เต็มไปหมด เธอขอคำแนะนำอย่างจริงจัง “รุ่นพี่เมิ่งคะ การบ้านที่ส่งให้คุณ ฉันพยายามสุดความสามารถแล้วค่ะ สรุปว่ามีปัญหาตรงไหนเหรอคะ”

เมิ่งซิงเฉินดึงความคิดของตัวเองกลับมาพลางยิ้มและลอบถอนหายใจหนึ่งที ก่อนรับบทละครมาแล้วเริ่มอธิบาย

เซิ่งเฉียวเข้าสู่โหมดเรียนรู้ทันที เมื่อได้ฟังคำแนะนำของเขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งราวกับได้พบแสงสว่างหลังจากที่วนเวียนอยู่ในความมืดมาแสนนาน

ยามที่มีสมาธินั้นเวลามักจะผ่านไปไวเป็นพิเศษ ช่วงบ่ายจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เซิ่งเฉียวครุ่นคิดว่าเขาจะอยู่กินข้าวอีกดีหรือเปล่า โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะน้ำชาก็ดังขึ้น

เมิ่งซิงเฉินเหลือบมองแวบหนึ่ง ทว่าเห็นไม่ชัดนัก เห็นเพียงหญิงสาวตรงหน้ารีบหยิบขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า “ขอโทษนะคะ ฉันขอรับสายก่อน” จากนั้นก็วิ่งเหยาะๆเข้าห้องนอนไป

เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาคู่นั้นจากเดิมที่สงบนิ่งกลายเป็นประกายเจิดจรัส

ผ่านไปครู่หนึ่งจนกระทั่งเธอคุยโทรศัพท์เสร็จก็ออกมาเอ่ยกับเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า “รุ่นพี่เมิ่งคะ พอดีเพื่อนฉันมีธุระนิดหน่อยเลยนัดเจอกันตอนเย็น ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ให้รุ่นพี่อยู่กินข้าวไม่ได้แล้ว”

เมิ่งซิงเฉินยิ้ม “ไม่เป็นไร งั้นผมไปก่อนละ พบกันครั้งหน้านะ”

“แล้วพบกันใหม่ค่ะ รุ่นพี่”

เธอส่งเขาออกนอกประตูไป เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆหลังจากที่ได้คุยโทรศัพท์ เธอก็กลับมามีชีวิตชีวาอย่างที่เขาเคยเห็นในคลิปวิดีโอนั้น แต่ดูเหมือนว่าเพราะมีเขาอยู่ด้วย เธอจึงพยายามควบคุมมันไว้อย่างสุดความสามารถ

เมิ่งซิงเฉินลงมาด้านล่าง แม้จะขึ้นไปนั่งบนรถแล้วก็ไม่ได้รีบไป เขาจุดบุหรี่หนึ่งมวน

ไม่นานนักก็มีแสงไฟหน้ารถส่องผ่านความมืดมา เสียงเครื่องยนต์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ รถคันนั้นแล่นเข้ามายังที่จอดรถ และจอดอยู่บริเวณใกล้ๆนั้น จากนั้นก็มีคนลงมาจากรถ คนคนนั้นสวมชุดไปรเวตสีดำ รูปร่างสูงโปร่ง สวมหมวก ก้มหน้าเดินไปยังลิฟต์

เมิ่งซิงเฉินมองตามเขาไป พอถึงหน้าลิฟต์ถึงได้เห็นเซิ่งเฉียวที่ไม่รู้ว่าไปยืนรออยู่ตรงนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่

เธอเป็นดั่งนกน้อยที่กระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข เมื่อแสงไฟสาดส่องลงมา ทั้งใบหน้าและดวงตานั้นล้วนปกปิดความรักไว้ไม่มิด

ไม่รู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกัน เธอแหงนใบหน้าเล็กๆขึ้นมองเขา สีหน้าที่จริงจังและชื่นชอบมากเช่นนั้นราวกับจะบอกว่าคนตรงหน้าคือโลกทั้งใบของเธอ

จนกระทั่งพวกเขาเข้าไปในลิฟต์ เมิ่งซิงเฉินจึงดับบุหรี่ลงในที่สุด ก่อนจะสตาร์ตรถ

หึ ยายเด็กหลายใจเอ๊ย!

 

[1] เว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นกระดานสนทนา ซึ่งเปิดให้เป็นพื้นที่พูดคุย ตั้งกระทู้ถาม-ตอบ โพสต์ข้อมูลต่างๆ

[2] Browser หมายถึงโปรแกรมที่ใช้ในการเข้าไปดูข้อมูลในลักษณะเว็บเพจ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า