8 ข้อคิดในการใช้ชีวิต เพื่อชีวิตที่เบิกบาน โดยองค์ทะไลลามะ และอาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู

จงมีชีวิตที่เบิกบาน โดย องค์ทะไลลามะ และอาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู สองผู้นำทางจิตวิญญาณและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้นำเสนอ ข้อคิดในการใช้ชีวิต เพื่อชีวิตที่เบิกบานไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งบทความนี้จะขอสรุปบางแง่มุมให้ดังนี้

เรื่องต่างๆ มีหลายแง่มุม

องค์ทะไลลามะให้ ข้อคิดในการใช้ชีวิตว่า “เราต้องมองสถานการณ์ใด ๆ ก็แล้วแต่จากด้านหน้าและด้านหลัง จากด้านข้างและจากด้านบนและด้านล่าง อย่างน้อย ๆ จากหกแง่มุม สิ่งนี้จะช่วยให้เรามีมุมมองเกี่ยวกับความจริงที่สมบูรณ์และเป็นองค์รวมยิ่งขึ้น และหากเราทำได้เช่นนั้น การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ของเราก็จะเป็นในทางที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น”
การมีมุมมองที่กว้างขึ้นทำให้เราสามารถมองเห็นสถานการณ์ของตัวเอง และทุกคนที่เกี่ยวข้องในบริบทที่กว้างขึ้น และตั้งอยู่บนความเป็นกลางยิ่งขึ้น เมื่อเรามองเห็นเงื่อนไขและสถานการณ์มากมายที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้ เราก็จะตระหนักว่ามุมมองอันจำกัดของเรานั้นไม่ใช่สิ่งที่จริงแท้
มุมมองที่กว้างขึ้นนี้ยังพาเราออกจากการมุ่งมองแต่คุณค่าของตัวเอง การมองตัวเองเป็นศูนย์กลางคือมุมมองที่บกพร่องที่สุดของเรา เป็นมุมมองที่เกิดจากการมองว่าเราเป็นศูนย์กลางของโลกของตัวเอง แต่ทะไลลามะและอาร์ชบิชอปได้แสดงให้เห็นอย่างหนักแน่นว่า เรายังมีความสามารถที่จะมองด้วยมุมมองของผู้อื่นด้วย
 

ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งจำเป็น

ทั้งทะไลลามะและอาร์ชบิชอปล้วนยืนยันว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งจำเป็นในทุกๆ โอกาสแห่งความเบิกบาน เมื่อเรามีมุมมองที่กว้างขึ้นเราจะมีความเข้าใจตามธรรมชาติต่อสถานภาพของตัวเองในขอบเขตอันไพศาลของทุกๆ สิ่งที่เคยเป็น เป็นอยู่ และจะเป็น สิ่งนี้จะนำเราไปโดยธรรมชาติสู่ความอ่อนน้อมถ่อมตนและการยอมรับว่าในฐานะมนุษย์ เราไม่อาจแก้ไขทุกสิ่งหรือควบคุมทุกแง่มุมในชีวิตได้ เราจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น

อาร์ชบิชอปกล่าวได้อย่างกระทบใจว่า ความเปราะบางของเรา ความอ่อนแอของเราและขีดจำกัดของเรา คือเครื่องเตือนให้เรารู้ว่า เราจำเป็นต้องมีกันและกัน เราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการมีอิสรภาพ ไม่ต้องอาศัยการพึ่งพา หรือเพื่อให้สามารถรู้สึกพอเพียงได้ด้วยตัวเอง แต่เราเกิดมาเพื่อพึ่งพากันและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ทะไลลามะบอกว่าเราทุกคนเกิดมาแล้วก็ตายเหมือน ๆ กัน และในช่วงเวลาเหล่านี้ พวกเราล้วนพึ่งพากัน ไม่ว่าจะเป็นทะไลลามะหรือว่าขอทาน ไม่ว่าอาร์ชบิชอปหรือผู้ลี้ภัย

การมีอารมณ์ขันเป็นเรื่องดี

ข้อคิดในการใช้ชีวิต ที่อาร์ชบิชอปกล่าวไว้ในเรื่องนี้คือ “ฉันเองก็ไม่ใช่ว่าตื่นขึ้นมาแล้วก็ตลกได้เลย ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เธอสามารถบ่มเพาะ เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ ทั้งหลาย มันคือทักษะอย่างหนึ่ง แต่แน่นอนว่ามันช่วยได้มากถ้าเธอมีแววที่จะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าเธอสามารถหัวเราะตัวเองได้ เพราะฉะนั้นจงเรียนรู้ที่จะหัวเราะตัวเอง นี่คือจุดที่ง่ายที่สุดสำหรับการเริ่มต้น มันคือเรื่องของการถ่อมตน หัวเราะให้ตัวเองและอย่าวางท่าหรือเคร่งเครียดเกินไปนัก ถ้าเธอเริ่มมองหาความขบขันในชีวิต เธอจะพบมัน เธอจะเลิกถามคำถามว่าทำไมถึงต้องเป็นฉัน และเริ่มยอมรับว่า ชีวิตก็เป็นไปสำหรับเราทุกคน มันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการยอมรับผู้อื่น และยอมรับทุกสิ่งที่ชีวิตจะนำมาให้”

การหัวเราะมีบทบาทด้านวิวัฒนาการในการจัดการกับความวิตกกังวลและความเครียดจากสิ่งที่ไม่รู้ การที่เรื่องตลกสามารถสร้างความขบขันได้ก็เพราะมันทำลายภาพที่เราคาดคิดไว้ และช่วยให้เรายอมรับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ความตลกขบขันมากมาย ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการและสื่อสารถึงการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนเหล่านี้

ยอมรับความจริง

“ไยจึงทุกข์ร้อนในสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ และจะมีประโยชน์อันใดที่จะทุกข์ร้อนในสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้”

ในท่อนคำสอนสั้น ๆ นี้คือแก่นอันลึกซึ้งของวิธีที่ทะไลลามะใช้ในการเข้าถึงชีวิตของตัวเอง มันคือรากฐานของความสามารถอันน่าทึ่งของท่าน ในการยอมรับความจริงเกี่ยวกับชีวิตลี้ภัยโดยปราศจากความหม่นหมอง ดังที่อาร์ชบิชอปว่าไว้ เมื่อเราสามารถมองเห็นชีวิตในมุมมองที่กว้างขึ้น เมื่อเราสามารถเห็นบทบาทของตัวเองในบทละครด้วยทัศนคติที่อ่อนน้อมถ่อมตนในระดับหนึ่ง และเมื่อเราสามารถหัวเราะให้ตัวเอง เราก็จะมาถึงคุณสมบัติที่สี่และเป็นคุณสมบัติสุดท้ายในด้านความคิด นั่นก็คือความสามารถในการยอมรับชีวิตตัวเองในทุกแง่มุม ทั้งความเจ็บปวด ความไม่สมบูรณ์แบบ และความสวยงาม

 

รู้จักให้อภัย

“การให้อภัยเป็นหนทางเดียวที่จะเยียวยาตัวเราและปลดปล่อยเราจากอดีต”

ดังที่อาร์ชบิชอปและเอ็มโพอธิบายไว้ในหนังสือ The Book of Forgiving “หากปราศจากการให้อภัย ก็เท่ากับเรายังล่ามตัวเองอยู่กับคนที่ทำร้ายเรา เราล่ามตัวเองไว้กับโซ่ตรวนแห่งความขมขื่น ถูกผูกมัดไว้และติดกับ ตราบใดที่เราไม่ให้อภัยผู้ที่ทำร้ายเรา คนคนนั้นก็จะเป็นผู้กุมกุญแจที่ปลดปล่อยเราไปสู่ความสุข คนคนนั้นจะเป็นผู้คุมเราซึ่งเป็นนักโทษ แต่เมื่อเราให้อภัย เราจะกลับขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมโชคชะตาและความรู้สึกของเราเอง เราจะเป็นผู้กู้อิสรภาพให้แก่ตัวเราเอง”

รู้สึกขอบคุณความโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ในทุกๆ วัน

ทะไลลามะมักจะบอกเสมอว่า “ทุกๆ วันเมื่อตื่นขึ้นมา ขอให้คิดแบบนี้ ‘ฉันโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉันได้กายมนุษย์อันประเสริฐ และจะไม่ทำให้ชีวิตนี้สูญเปล่า’ ”

ทะไลลามะเตือนเราว่า ความไม่เที่ยงแท้คือธรรมชาติของชีวิตสรรพสิ่งย่อมดับสูญ และการใช้ชีวิตมนุษย์อันประเสริฐอย่างไม่มีคุณค่าก็เป็นอันตรายอย่างแท้จริง ความรู้สึกขอบคุณช่วยให้เราจัดระเบียบ ยินดีและปลื้มปีติในทุกวัน และทุกขณะ ก่อนที่มันจะไหลรินและหายวับไปราวกับเม็ดทรายในนาฬิกาทรายแห่งประสบการณ์

ความรู้สึกขอบคุณคือการยอมรับในทุกสิ่งที่ค้ำจุนเราไว้ในสายใยแห่งชีวิตนี้ และทุกสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอย่างที่เรามีและมีช่วงเวลาอย่างที่เราประสบพบพาน การแสดงความขอบคุณ คือการตอบสนองตามธรรมชาติต่อชีวิตและอาจจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เราได้ลิ้มรสชาติของชีวิต ทั้งความเชื่อของคริสต์และพุทธ หรือบางทีอาจจะทุกวิถีความเชื่อ ยอมรับในความสำคัญของความรู้สึกขอบคุณ สิ่งนี้ช่วยให้เราเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง

 

ข้อคิดในการใช้ชีวิต

 

รู้จักเมตตาผู้อื่น

ข้อคิดในการใช้ชีวิต ข้อต่อมาคือ การรู้จักมีเมตตา “ความคิดที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไปคือที่มาแห่งความทุกข์ การห่วงใยในทุกข์สุขของผู้อื่นด้วยความเมตตาคือที่มาของความสุข”

ทั้งทะไลลามะและอาร์ชบิชอปเน้นย้ำว่า ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ และเซลล์สมองของเราถูกเชื่อมโยงให้เกิดการสื่อสารและแสดงความใส่ใจ อย่างไรก็ตาม ดังที่อาร์ชบิชอปอธิบายไว้ว่า “มันต้องใช้เวลา เรากำลังเติบโตและเรียนรู้ที่จะมีเมตตา เรียนรู้ที่จะห่วงใยผู้อื่นและเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์” เชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “มีสิ่งเดียวที่เมื่อเธอได้มา เธอจะถึงพร้อมด้วยคุณงามความดีทั้งมวล สิ่งนั้นก็คือ ความเมตตา”

 

ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์

“อันที่จริงแล้ว การห่วงใยผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ในท้ายที่สุดแล้วก็คือหนทางในการค้นพบความเบิกบานของตัวเอง และมีชีวิตที่มีความสุข”

อาร์ชบิชอปใช้ถ้อยคำที่งดงามพูดถึงการมีชีวิตบนโลกด้วยหนทางนี้ว่าเป็น “โอเอซิสแห่งสันติ สระน้ำแห่งความผ่องแผ้วที่แผ่กระจายระลอกคลื่นออกไปสู่ผู้คนทั้งหลายที่อยู่รายรอบ” เมื่อเรามีจิตวิญญาณที่กรุณา เราก็จะเป็นคนที่ใคร ๆ อยู่ด้วยง่ายและมีความสุขที่จะอยู่ด้วย เราแผ่กระจายความสุขและเพื่อนพ้องของเราก็สามารถนำความเบิกบานไปสู่ผู้อื่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับความสามารถ

ดังที่อาร์ชบิชอปได้ชี้ให้เห็นหลายครั้งว่า จงลดการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ลดการสนใจแต่ตัวเองลงและลืมความเป็นตัวตนให้มากขึ้น แล้วภาระที่เกิดจากการพยายามรักษาหน้าตัวเองจะลดน้อยลงเพราะเราไม่ต้องมีสิ่งใดมาพิสูจน์ ไม่ต้องให้ใครมองว่าวิเศษวิโส
เราเสแสร้งน้อยลงและเปิดกว้างมากขึ้น จริงใจมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้คนที่อยู่รอบตัวเรารู้สึกผ่อนคลายไปด้วย เพราะเรายอมรับตัวเอง ความอ่อนแอของตัวเอง และความเป็นมนุษย์ของเราเอง ทั้งเรายังสามารถยอมรับในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้วย
พบข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตเพื่อมีชีวิตที่เบิกบานได้
โดย องค์ทะไลลามะ อาร์ชบิชอบ เดสมอนด์ ตูตู และดักลาส เอบรัมส์

 

 

13 thoughts on “8 ข้อคิดในการใช้ชีวิต เพื่อชีวิตที่เบิกบาน โดยองค์ทะไลลามะ และอาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู

  1. Pingback: 7 เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ การฝึกสมาธิ : อย่ากลัวว่าจะฝึกสมาธิไม่ได้

  2. Pingback: มุมมองความรัก ดีๆ ที่จะช่วยให้เข้าใจความรักมากขึ้น รู้อย่างนี้มีความรักดีๆ ไปแล้ว

  3. Pingback: วิธีเริ่มต้นวันใหม่ให้ดีเพื่อ ชีวิตที่ดี และมีความสุข : คำแนะนำจากองค์ทะไลลามะ

  4. Pingback: 10 ข้อคิด วิธีการใช้ชีวิตอย่างทรงพลัง โดย พศิน อินทรวงค์

  5. Pingback: 7 เรื่องควรรู้ เกี่ยวกับ การฝึกสมาธิ : อย่ากลัวว่าจะฝึกสมาธิไม่ได้

  6. Pingback: 7 วิธีคิดเพื่อ รักตัวเองให้เป็น เห็นคุณค่าในตัวเองและรักตัวเองมากขึ้น

  7. Pingback: 4 วิธีฝึกสติในที่ทำงาน : แค่รับโทรศัพท์ที่ออฟฟิศก็สามารถฝึกสติได้

  8. Pingback: ความเครียดและ วิธีผ่อนคลายความเครียด ทางร่างกาย ร้านหนังสือออนไลน์ในเครืออมรินทร์

  9. Pingback: ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงไหม เราจะอธิบายได้อย่างไร - ร้านหนังสือออนไลน์ในเครืออมรินทร์

  10. Pingback: ความซับซ้อนของ วิบากกรรม :คนเกิดเป็นสัตว์ สัตว์เกิดเป็นคน คนเกิดเป็นเทวดาได้หรือ

  11. Pingback: ผลกรรม จากการไม่รักษาศีล 5 : ที่ชีวิตแย่ก็เพราะเคยทำแบบนี้แหละ

  12. Pingback: ความเข้าใจผิดเรื่องความรัก : คิดแบบนี้ความรักถึงไปไม่รอด

  13. Pingback: บทเรียนและ ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต จากคนดังระดับโลก

ใส่ความเห็น